ชี้แจงประเด็น ทำไม WHO ยังไม่อนุมัติ Sinovac

Sinovac

คาดองค์การอนามัยโลกเลื่อนอนุมัติวัคซีน Sinovac เป็นเดือนหน้า

The Wall Street Journal รายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนต้านโควิด-19 CoronaVac (โคโรนาแวค) ของ Sinovac (ซิโนแวค) เพื่อพิจารณาอนุมัติภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการให้มีการกระจายวัคซีนในปริมาณมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนโดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา WHO ได้ขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยและกระบวนการผลิตของวัคซีนดังกล่าวตลอดจนการจัดส่งและการกำหนดราคาเพื่อประเมินว่าเป็นไปตามมาตรฐานของWHOหรือไม่ โดยตามรายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสของ WHO คาดว่าการตัดสินอาจล่าช้าออกไปจนถึงเดือนมิถุนายนแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการยืนยันว่าวัคซีนของ Sinovac จะได้รับการอนุมัติจาก WHO ภายในเดือนพฤษภาคมแต่ไม่ได้ ระบุวันที่แน่ชัดทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา WHO ได้อนุมัติวัคซีนต้านโควิด-19 ของจีนอีกยี่ห้อหนึ่งคือ Sinopharm (ซิโนฟาร์ม) ขณะที่พบว่าวัคซีนของ Sinovac นั้นยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะอนุมัติ

สำหรับวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินจาก WHO แล้วจะสามารถกระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ผ่านโครงการ COVAX เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังสร้างความวิกฤตไปทั่วโลก โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของโครงการ COVAX กำลังดำเนินการเพื่อทำข้อตกลงจัดหาวัคซีนกับ Sinovac อย่างไรก็ตาม Sinovac ยังไม่ได้เผยว่าจะนำวัคซีนเข้าร่วมโครงการได้ในจำนวนเท่าใดทั้งนี้ ายงานที่เปิดเผยโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ขององค์การอนามัยโลก (SAGE) ระบุว่าวัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการโควิด-19 ได้ที่ระดับ 67%, ป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากโควิด-19 ได้ 85%, ป้องกันการเข้า ICU เนื่องจากโควิด-19 ที่ระดับ 89% และป้องกันการเสียชีวิตเนื่องจากโควิด-19 ที่ระดับ 80% เมื่อเว้น 14 วันหลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดส โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้สรุปผลการทดลองวัคซีนไว้ดังนี้

  1. การทดลองในตุรกี (กลุ่มตัวอย่าง 13,000 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 84% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 100%
  2. การทดลองในชิลี (กลุ่มตัวอย่าง 10.5 ล้านคน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 67% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 85%
  3. การทดลองในอินโดนีเซีย (กลุ่มตัวอย่าง 1,620 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 65% และไม่มีรายงานกลุ่มตัวอย่างเข้าโรงพยาบาล
  4. การทดลองในบราซิล (กลุ่มตัวอย่าง 12,688 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 51% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 100%
  5. การทดลองในบราซิล (กลุ่มตัวอย่าง 393 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 50% และไม่มีรายงานกลุ่มตัวอย่างเข้าโรงพยาบาล *กลุ่มตัวอย่างได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส*

 

ขณะที่ SAGE ประเมินความมั่นใจจากการรวบรวมผลการทดลองวัคซีนได้ดังนี้

  1. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (อายุ 18-59 ปี) : ความมั่นใจสูง
  2. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (อายุ 18-59 ปี) : ความมั่นใจปานกลาง
  3. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (อายุ 60 ขึ้นไป) : ความมั่นใจปานกลาง
  4. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (อายุ 60 ปีขึ้นไป) : ความมั่นใจต่ำ
  5. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ โรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพ) : ความมั่นใจปานกลาง
  6. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ โรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพ) : ความมั่นใจต่ำ

 

 

เครดิต : Photo by Ted ALJIBE / AFP

ที่มา : posttoday

 

ติดตาม ข่าวสดวันนี้ ได้ที่เว็บไซต์ www.thailandhottimes.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *