“ส.ศิวรักษ์”เตือนบิ๊กตู่ซื้ออาวุธเสมือน”ปล้นเงินแผ่นดิน”

"ส.ศิวรักษ์"เตือนบิ๊กตู่ซื้ออาวุธเสมือน"ปล้นเงินแผ่นดิน"

"ส.ศิวรักษ์"ยกวาทกรรม"ไอเซนเฮาว์"เตือน"บิ๊กตู่"งบประมาณของแผ่นดินที่ใช้ไปในการสร้างรถถัง เรือรบ ขีปนาวุธ ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือการปล้นสะดมเงินของแผ่นดินที่ควรใช้ไปเพื่อช่วยคนยากไร้ คนชรา เพื่อการสาธารณสุข และการศึกษาของเยาวชน

 

 

ข่าวสดวันนี้ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เจ้าของนามปากกา ส.ศิวรักษ์ นักวิชาการอิสระ โพสต์บทความเรื่อง "ปล้นเงินแผ่นดิน?"โดยระบุว่า ประธานาธิบดีไอเซนเฮาว์เป็นสมาชิกพรรคริพับลิกันของสหรัฐ พรรคนี้ถือกันว่าเป็นฝ่ายขวาซึ่งอุดหนุนนายทุนอย่างออกหน้า ไอเซนเฮาว์เคยเป็นนายพล 5 ดาว ซึ่งเทียบเท่ากับจอมพล และเป็นแม่ทัพใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้แม่ทัพอังกฤษและฝรั่งเศสที่ร่วมรบ เพื่อต่อสู้กับเยอรมันและอิตาลีในสงครามโลกคราวนั้น ทั้งหมดอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของไอเซนเฮาว์ด้วยกันทั้งนั้น

 

ครั้นเมื่อเขามาเป็นประธานาธิบดี ก็มีวาทกรรมประการหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก ดังเขากล่าวว่า งบประมาณของแผ่นดินที่ใช้ไปในการสร้างรถถัง เรือรบ ขีปนาวุธ ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือการปล้นสะดมเงินของแผ่นดินที่ควรใช้ไปเพื่อช่วยคนยากไร้ คนชรา เพื่อการสาธารณสุข และการศึกษาของเยาวชน

 

นี่ผมพูดมาจากความทรงจำ ถ้าต้องการคำพูดจัง ๆ ของเขา ขอแนะนำให้อ่าน "ปู่เบนน์ สอนการเมือง" (ตามลิงค์ > https://bit.ly/2KwNCFf ) ที่เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล แปล และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นิสิตสามย่าน

 

ที่ไอเซนเฮาว์พูดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ มีความจำเป็นจำเพาะเมื่อเกิดสงครามขึ้นเท่านั้น เมื่อปราศจากสงคราม งบประมาณแผ่นดินควรใช้ไปเพื่อสาธารณประโยชน์ เพราะการซื้ออาวุธนั้น เป็นประโยชน์แก่พ่อค้าอาวุธมากกว่าอะไรอื่น

 

บทเรียนดังกล่าว ควรนำเอามาใช้กับเมืองไทยหรือไม่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้จะมียศเพียงนายพลเอก แต่ตำแหน่งของเขาก็เทียบได้กับจอมพล ซึ่งไม่เคยรบทัพจับศึกที่ไหนเลย และมองไม่เห็นคุณค่าของราษฎรตาดำ ๆ จึงใช้เงินแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ของตน และพรรคพวกตน

 

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าการซื้อขายอาวุธนั้น มีการโกงกินสารพัด ไหนจะซื้อเรือดำน้ำจากจีน ซึ่งมีประโยชน์ไว้สำหรับดำไปจับกุ้งจับปลา หรือมิใช่? ยังรถถังอีกเล่า เราจะเอาไปตีพม่า มอญ เขมร หรือญวนฉะนั้นเหรือ?

 

อย่าลืม ว่าเราเคยรบกับลาวแล้ว และแพ้ลาวมาแล้ว บทสรุปก็คือ อาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ ถ้าไม่มีไว้ฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ก็จะได้กำไร ที่แบ่งงบประมาณจากทุกกระทรวงทบวงกรม เอามาเลี้ยงแม่ทัพนายกองต่าง ๆ เพื่ออุดหนุน ให้ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะของเขาปกครองบ้านเมือง ด้วยการเอารัดเอาเปรียบราษฎรตาดำ ๆ ต่อไป โดยสยบยอมกับอภิมหาอำนาจ โดยเฉพาะก็จีน และตกอยู่ใต้อิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติต่าง ๆ อย่างน่าสมเพชเวทนานัก

 

 

 

 

เรื่องของทหาร ผมขออธิบายเพิ่มเติม เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตยในปี 2475 นั้น นายทหารที่เป็นมันสมองของการเปลี่ยนแปลงคราวนั้น ตกลงกันว่าจะเลิกตำแหน่งนายพลทั้งหมด เพราะแต่ก่อนนายพลมักเป็นคนที่ฝักใฝ่ในทางราชาธิปไตยทั้งนั้น เมื่อหลวงพิบูลสงครามมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเพียงนายพันเอก สั่งให้เลิกบรรดาศักดิ์ทั้งหมด คือไม่มีขุน หลวง พระ พระยาอีกต่อไป

 

เผอิญช่วงนั้น ฝรั่งเศสแพ้เยอรมัน ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงพิบูลย์สงครามจึงปลุกระดมคนไทย ให้เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ดังที่เราเสียลาว และเขมรบางส่วนให้ฝรั่งเศส สงครามอินโดจีนคราวนี้ หลวงพิบูลย์ให้สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้น เรียกร้องทหารให้รักชาติ ถ้าใครตายในการรบครั้งนี้ จะมีชื่อติดอยู่ที่อนุสาวรีย์ ผลก็คือ ญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซง และไกล่เกลี่ยให้ไทยได้ดินแดนคืน โดยเราเสียเงินให้ฝรั่งเศสไปมิใช่น้อย

 

ความสำเร็จคราวนี้แหละ ที่หลวงพิบูลย์สงครามเลื่อนยศตัวเองเป็นพลตรี แล้วกระโดดไปเป็นจอมพลเลย

การไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่นคราวนี้ เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นกรีฑาทัพมายึดครองเมืองไทยได้ และรัฐบาลไทยก็ประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เคราะห์ดีที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ทำงานเสรีไทย ภายในประเทศ ร่วมกับเสรีไทยนอกประเทศ ซึ่งมี ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นผู้นำ

 

ผลงานของเสรีไทยเป็นเหตุให้ไทยไม่แพ้สงคราม แต่ไทยก็ต้องคืนดินแดนทั้งหมดจากลาวและเขมร คืนแก่ฝรั่งเศสไป ผมจึงบอกว่า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น จึงมีชื่อว่า “อนุสาวรีย์ปราชัยสมรภูมิ”

 

ใครสนใจอ่านต่อได้จากหนังสือ กบฎกู้ชาติ ที่คุณทศ พันธุมเสน ที่เป็นเสรีไทยสายอังกฤษ (ตามลิงค์ shorturl.at/mpzBK) ซึ่งมีนายป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นหัวหน้า บิดาของคุณทศ คือพระยาทรงสุรเดช มันสมองของฝ่ายทหาร ที่ยึดอำนาจได้ เมื่อ 24 มิถุนายน2475 แต่แล้ว จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็อิจฉาพระยาทรงสุรเดช จนท่านต้องลี้ภัยไปอยู่เขมร และให้ภรรยาทำข้าวเหนียวขายเพื่อเลี้ยงชีพ กระทั่งต้องตายอยู่ที่นั่นนั้นแลฯ

 

เรื่องเหล่านี้ คนไทยควรจะรู้เอาไว้ด้วย ว่าทหารตั้งตัวเป็นรัฐภายในรัฐ และทหารดี ก็ถูกทหารเลวปู้ยี้ปู้ยำมานักต่อนักแล้ว

ถ้าใครเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย โปรดแสดงความเห็นออกมาให้ปรากฏ เพราะการเป็นประชาธิปไตยที่แท้นั้น ขึ้นอยู่กับการแสดงทัศนคติอย่างเปิดเผย แม้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ควรเคารพ หรือรับฟังทัศนคตินั้น ๆ

 

ปล. อนุสาวรีย์ทหาร ที่มีเกียรติยศที่สุดนั้น คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก คืออนุสาวรีย์สำหรับทหารอาสา ที่สมัครไปตายในสงครามโลกครั้งที่ 1 อนุสาวรีย์นี้อยู่ที่ท้องสนามหลวง สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงออกแบบอย่างงดงามและกระทัดรัด ควรที่ประชาชนคนไทยจะได้รู้จักเอาไว้ เป็นอนุสรณ์ของคุณความดีของทหารเหล่านั้น ซึ่งอาสาไปรบเพื่อบ้านเมือง โดยไม่ได้ถูกเกณฑ์ไปเสียด้วยซ้ำ

 

 

 

 

 

 

ที่มา: www.posttoday.com

ติดตาม ข่าวสดวันนี้ ได้ที่เว็บไซต์ www.thailandhottimes.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *