ตร.แจงฉีกเอกสารรับรอง – จับคนงานฝ่าเคอร์ฟิว ชี้ทำโอทีไม่เข้าเกณฑ์

ตร.แจงฉีกเอกสารรับรอง - จับคนงานฝ่าเคอร์ฟิว ชี้ทำโอทีไม่เข้าเกณฑ์

ตร.แจงฉีกเอกสารรับรอง - จับคนงานฝ่าเคอร์ฟิว ชี้ทำโอทีไม่เข้าเกณฑ์

ไม่ใช่ของสำคัญ รอง ผบ.ตร.แจงฉีกเอกสารรับรอง - จับคนงานฝ่าเคอร์ฟิว ชี้ทำโอทีไม่ใช่เป็นการทำงานเป็นกะในเวลากลางคืน จึงไม่เข้าเกณฑ์ยกเว้น

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สภ.บางแก้ว จว.สมุทรปราการ ตรวจสอบกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน โดยอ้างว่าเพิ่งเลิกงานหลังเวลา 22.00 น.โดยมีเอกสารยืนยันจากบริษัทต้นสังกัดการทำงาน แต่ถูกตำรวจดำเนินคดี และฉีกเอกสารของบริษัทดังกล่าวทิ้ง

จากการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเวลา 23.50 น. วันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ตำรวจ สภ.บางแก้ว ตั้งด่านเคอร์ฟิว พบรถกระบะขนคนงานมาทั้งหมดรวม 14 คน กลับจากการทำงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ย่านบางนา โดยมีเอกสารยืนยันจากบริษัทต้นสังกัดว่ามีการทำงานจริง

แต่เมื่อตำรวจตรวจสอบพบว่าเป็นการทำงานล่วงเวลาหรือทำโอที ไม่ใช่เป็นการทำงานเป็นกะในเวลากลางคืน จึงถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์การให้ยกเว้น จึงดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินฯ

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง หรือทำงานในช่วงเวลาเคอร์ฟิว แต่อยู่นอกหลักเกณฑ์ที่ยกเว้น ก็ยังมีทางออกให้คือ ต้องขอกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้อำนวยการสำนักงานเขต หรือหัวหน้าสถานีตำรวจ ออกเอกสารอนุญาตให้ เพื่อเป็นหลักฐานยื่นให้เจ้าหน้าที่ด่าน

ส่วนกรณีที่ฉีกเอกสารรับรองการทำงานของคนงานกลุ่มดังกล่าว ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผบก.สมุทรปราการ ตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจฉีกเอกสารดังกล่าวทิ้ง

 

เบื้องต้นการฉีกเอกสารเกิดคนละห้วงเวลา ไม่ได้ฉีกขณะตรวจสอบจับกุม แต่ฉีกหลังจากดำเนินการตรวจสอบไปแล้ว ซึ่งตำรวจประจำด่านเห็นว่าไม่ได้เป็นเอกสารสำคัญอะไร จึงฉีกทิ้งไป

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีดังกล่าว ทางด้านพ.ต.อ.ประสาทพร ศรีสุโข ผกก.สภ.บางแก้ว ได้ชี้แจงแล้วว่า เอกสารที่ถูกฉีกเป็นรายชื่อของคนงาน ที่ถ่ายเอกสารมาทั้งหมด 15 ใบ และวางทิ้งไว้ที่โต๊ะสิบเวรที่เพิ่งมารับเวรใหม่ ทำให้คิดว่าเป็นกระดาษที่ไม่ได้ใช้ มาวางเอาไว้ก็เลยฉีกและเอาไปทิ้ง ไม่ได้ฉีกทิ้งในขณะที่เกิดเหตุหรือโต้เถียงกัน

ซึ่งในข้อกำหนดของอาชีพที่มีการยกเว้นในช่วง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่มีกลุ่มคนงานก่อสร้าง อีกทั้งเอกสารที่นำมายื่น เป็นเพียงหนังสือแจ้งที่แจ้งไปตามสถานีต่างๆว่า บุคคลกลุ่มนี้เป็นพนักงานของโครงการชิโนทัย มีความจำเป็นจะต้องทำงานในช่วงเวลาห้าม โดยไม่มีการระบุชื่อ ซึ่งเป็นเพียงเอกสารของฝ่ายบริษัทแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ และยังไม่มีหนังสือจากเจ้าหน้าที่อนุญาตแต่อย่างใด

ทางตำรวจได้อธิบายแล้วว่า เอกสารนี้ไม่ใช้เอกสารอนุญาต เพราะว่าเอกชนจะอนุญาตไม่ได้ เอกชนต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจในการอนุญาตได้ และต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะมีสิทธิ์ออกได้ แต่กลุ่มคนงานเข้าใจว่า มีหนังสือจากบริษัทแล้ว จะสามารถออกได้ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงความคืบว่าผู้ต้องหาทั้ง 15 คน ได้ขออนุญาตประกันตัวในชั้นสอบสวน โดยมีหลักทรัพย์ประกันเป็นเงินสด จำนวนคนละ 40,000 บาท ซึ่งพนักงานสอบสวน จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานและส่งสำนวนต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ภายในระยะเวลา 30 วัน

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวต่อว่า ขอความร่วมมือประชาชนในการปฏิบัติตามข้อกำหนด ตามประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินฯ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 โดยข้อกำหนดฯ(ฉบับที่ 1) ข้อห้ามแก่ประชาชนและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการ เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็วและป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรงมากขึ้น

และข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 2)เพื่อให้มีมาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้นตามความจำเป็นโดยห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 - 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น อย่างเคร่งครัด โดยหากมีความจำเป็น เร่งด่วน ให้ขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ผลการปฏิบัติช่วงเคอร์ฟิว ตั้งแต่วันที่ 3 - 23 เม.ย. ที่ผ่านมา พบผู้ฝ่าฝืนออกนอกเคหสถานโดยไม่มีเหตุผลสมควร กว่า 16,000 คน และ ผู้ฝ่าฝืนรวมกลุ่ม ชุมนุม หรือมั่วสุม ในลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ กว่า 1,800 คน

จะเห็นได้ว่ายังคงมีผู้ที่ฝ่าฝืนข้อกำหนด ตามประกาศฯ เป็นจำนวนมากและต้องขอขอบคุณประชาชนส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือ ซึ่งปฏิบัติได้ดี เพื่อลดอัตราความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อหรือติดเชื้อโรคฯ

ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ และเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้ง กำชับ การปฏิบัติของ จนท.ประจำด่านตรวจฯ ขอให้ใช้ดุลยพินิจและความสุภาพ พยายามอดกลั้น อย่าให้มีการโต้แย้งกับประชาชน

โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อยหาเช้ากินค่ำ รวมถึงการสร้างช่องทางการรับรู้ ความเข้าใจ ให้กับประชาชนในการขอยกเว้น ออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างสมเหตุสมผล โดยอาศัยหลักนิติรัฐ และ นิติธรรม ในการทำงาน

 

ที่มา:  www.khaosod.co.th

ติดตาม ข่าวสดวันนี้ ได้ที่เว็บไซต์ www.thailandhottimes.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *